- ยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมีคุณภาพดีได้มาตรฐานการยอมรับในระดับสากล
- ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากร ไทยปลูกยางส่งออกน้ำยางได้จำนวนมาก ไทยเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลผลิตมีมากเพียงพอสำหรับการส่งออก
- ราคาสามารถแข่งขันในตลาดได้ เช่น การเปลี่ยนยางรถยนต์ การเติมลมยางรถยนต์
- ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นและอเมริกา ผู้ผลิตไทยมีความเชี่ยวชาญ และมีเทคโนโลยีการผลิตยางรถยนต์ที่ก้าวหน้า ทันสมัย
- สหรัฐฯ ไม่เก็บภาษีนำเข้ายางแผ่น ผู้ผลิตไทยอาจ พิจารณาตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์ในสหรัฐฯ เพื่อลดต้นทุนการผลิต การสลับยางรถยนต์ เช่น การสลับยางเรเดียล การสลับยางธรรมดา
- ตลาดแคริบเบียนเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และ มีความต้องการสินค้ายางรถยนต์อีกมาก
- ยางเป็นวัตถุจากธรรมชาติ ที่เป็นผลผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และแนวโน้มความต้องการสินค้า ยางรถยนต์เพิ่มสูงขึ้น
- ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสินค้ายางประเภท ยางรถยนต์ใหม่สำหรับรถโดยสารหรือรถบรรทุก ผู้ผลิตไทยควรเพิ่มศักยภาพด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ข่าวสารรถยนต์และยางรถยนต์ทั้งข่าวในประเทศและต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมรถยนต์
วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556
ตลาดยางรถยนต์
การเปลี่ยนยางรถยนต์
การเปลี่ยนยางรถยนต์ เปลี่ยนยางรถยนต์ สาเหตุทำให้ยางผิดปรกติ การเปลี่ยนยางใหม่จะต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง เมื่อต้องการเปลี่ยนยางใหม่ที่แตกต่างไปจากของเดิม ควรคำนึงถึงตลาดยางรถยนต์ดังสิ่งต่อไปนี้
สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์สึกหรอผิดปกติ ตามปกติยางรถยนต์เมื่อถูกใช้งานก็จะมีการสึกหรอไปทีละน้อย โดยการสึกหรอของดอกยางจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเท่ากันตลอดหน้ายางล้อที่ใช้เป็นล้อขับเคลื่อนรถจะมีการสึกหรอของดอกยางมากกว่าล้อที่รับน้ำหนักบรรทุกน้อย การสึกหรอของดอกยางในลักษณะที่ไม่เท่ากันตลอดหน้ายางจะถือว่าเป็นการสึกหรอที่ผิดปกติ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกันหลายลักษณะ เช่น สึกมากบริเวรไหล่ยางด้านใดด้านหนึ่ง สึกมากบริเวณไหล่ยางทั้งสองข้างสึกมากเฉพาะตรงกลางหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆ โดยรอบด้านใดด้านหนึ่งของล้อ เป็นต้น
การสึกของยางที่ผิดปกติ มักจะเกิดจากสาเหตุสำคัญ ดังต่อไปนี้
- น้ำหนักสูงสุดที่ยางรับได้ ยางที่เปลี่ยนใหม่จะต้องสามารถรับภาระสูงสุดได้ไม่น้อยกว่ายางเดิมมิฉะนั้นอาจทำให้ยางระเบิดได้
- ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อรถ การเปลี่ยนยางที่ถูกต้องขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อไม่ควรแตกต่างไปจากเดิมมาก เพราะจะทำให้ตัวเลขระยะทางและความเร็วที่มาตรวัดความเร็วรถยนต์แสดงผลไม่ตรงกับความเป็นจริง
- ซีรีส์ของยาง การเปลี่ยนซีรีส์หรืออัตราส่วนความสูงของยางที่ใช้จะมีผลต่อการขับขี่ ยางซีรีส์ต่ำ(มีการสะเทือนของรถน้อยกว่า) แต่ยางซีรีส์ต่ำจะยึดเกาะถนนได้ดีกว่ายางซีรีส์สูง
- ดอกยาง ควรเลือกดอกยางให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นผิวของถนนและลักษณะการใช้งาน เช่น เลือกใช้ดอกยางขนาดใหญ่เมื่อใช้กับถนนที่ขรุขระหรือที่เป็นดินโคลน หรือเลือกใช้ดอกยางแบบหมุนทิศทางเดียวกับรถที่ต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง เป็นต้น
- ความกว้างของหน้ายาง การเปลี่ยนความกว้างของหน้ายางที่ใช้จะมีผลต่อการขับขี่รถยนต์ กาารใช้ยางที่มีความกว้างของหน้ายางมากจะทำให้ยางยึดเกาะกับถนนได้ดี และการเบรกรถมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากยางมีพื้นที่สัมผัสกับผิวถนนมาก แต่จะมีข้อเสีย คือ ทำให้พวงมาลัยหนักและใช้กำลังขับเคลื่อนมาก ส่งผลให้มีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์สึกหรอผิดปกติ ตามปกติยางรถยนต์เมื่อถูกใช้งานก็จะมีการสึกหรอไปทีละน้อย โดยการสึกหรอของดอกยางจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเท่ากันตลอดหน้ายางล้อที่ใช้เป็นล้อขับเคลื่อนรถจะมีการสึกหรอของดอกยางมากกว่าล้อที่รับน้ำหนักบรรทุกน้อย การสึกหรอของดอกยางในลักษณะที่ไม่เท่ากันตลอดหน้ายางจะถือว่าเป็นการสึกหรอที่ผิดปกติ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกันหลายลักษณะ เช่น สึกมากบริเวรไหล่ยางด้านใดด้านหนึ่ง สึกมากบริเวณไหล่ยางทั้งสองข้างสึกมากเฉพาะตรงกลางหน้ายาง หรือสึกเป็นบั้งๆ โดยรอบด้านใดด้านหนึ่งของล้อ เป็นต้น
การสึกของยางที่ผิดปกติ มักจะเกิดจากสาเหตุสำคัญ ดังต่อไปนี้
- ยางอ่อนเกินไป การเติมลมด้วยความดันลมต่ำเกินไป จะทำให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนเฉพาะบริเวณไหล่ยาง ซึ่งส่งผลให้ยางมีการสึกหรอมากตรงไหล่ยางทั้งสองข้าง
- ยางแข็งเกินไป การเติมลมด้วยความดันลมที่สูงเกินไปจะทำให้หน้ายางโป่งนูนสัมผัสกับผิวถนนเฉพาะตรงกลางหน้ายาง
- มุมล้อผิด การตั้งหมุนล้อผิดไปจากค่ากำหนด หรือมุมล้อคลาดเคลื่อนไปจากค่ากำหนดเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้ยางมีการสึกหรอมากบริเวณไหล่ยางด้านใดด้านหนึ่งอย่างผิดปกติ
- ชิ้นส่วนในระบบรองรับของรถยนต์ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ เมื่อชิ้นส่วนในระบบรองรับ เช่น โช้กอัพ (shock absorber) สำหรับกันสะเทือนเสียหรือเสื่อมสภาพ จะส่งผลให้ยางสึกหรอในลักษณะเป็นบั้งๆโดยรอบของล้อด้านใดด้านหนึ่ง
ลมยางรถยนต์
ลมยางรถยนต์ ลมยางมีความสำคัญอย่างไร
ลมยางนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการทำหน้าที่ของยางรถยนต์เพราะลมจะทำให้ยางสามารถคงรูปร่างและยึดติดกับกระทะล้อ และรับน้ำหนักบรรทุกได้ นอกจากนี้ลมยังช่วยให้หน้ายางสามารถคงรูปร่างและยึดติดกับกระทะล้อ และรับแรงสั่นสะเทือนจากการกระแทกของหน้ายางกับผิวถนนที่ไม่เรียบได้ ลมที่ใช้เติมเข้าไปในยางรถยนต์โดยทั่วไปจะใช้อากาศอัดที่มาจากปั๊มลม ปัจจุบันได้นำแก๊สไนโตรเจนเข้ามาแทนการลมอัดแต่ยังไม่แพร่หลายนัก เพราะผู้ใช้รถยนต์ต้องจ่ายเงินค่าแก๊สซึ่งยังมีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับลมอัดที่เติมฟรี(ค่าแก๊สไนโตรเจนประมาณ 50 บาทต่อล้อ)
ผลของความดันลมต่อการใช้งานยางรถยนต์ ความดันของลมภายในยางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำหน้าที่ของยางตามปกติแล้วบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์จะกำหนดค่าความดันลมที่ เหมาะสมกับยางรุ่นนั้นๆมาให้ความดันลมที่เหมาะสมจะทำให้ยางมีรูปทรงที่เหมาะสมจะทำให้ยางทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน หากความดันของลมภายในยางมีน้อยเกินไปจะทำให้ยางแบน หน้ายางสัมผัสกับถนนไม่เต็มหน้า ดังรูป (ซ้าย) ซึ่งจะมีผลให้มีการสึกหรอมากบริเวณไหล่ยาง และทำให้การบังคับเลี้ยวรถทำได้ยากขึ้น (พวงมาลัยหนัก) ชั้นผ้าใบหรือเนื้อยางเกิดการหัก ชำรุดเสียหายเร็วกว่าปกติ ประสิทธิภาพในการรีดน้ำและเกาะถนนลดลง และมีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ในทางตรงกันข้าม หากครวามดันยางภายในมากเกินไป จะทำให้แก้มยางสูงและหน้วยางโค้งขึ้น ดอกยางสัมผัสกับผิวของถนนเฉพาะตรงกลางหน้ายาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางมีการสึกหรอมากตรงกลางหน้ายางประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนลดลง(พื้นที่สัมผัสลดลง) รถเกิดการลื่นไถลได้ง่าย มีการสั่นสะเทือนมากขึ้น และอาจเกิดการระเบิดของยางได้
ความดันลมยางรถยนต์ที่เหมาะสม ความดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับยางรถยนต์นั่งโดยทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ 28-36 ปอนด์/ตร.นิ้ว ส่วนรถกระบะจะอยู่ที่ประมาณ 30-45 ปอนด์/ตร.นิ้ว (ไม่มีการบรรทุก) และประมาณ 35-65 ปอนด์/ตร.นิ้ว (เมื่อมีการบรรทุก)แต่ละยี่ห้อ มีน้ำหนักต่างกัน หรือใช้ยางที่มีขนาดต่างกัน กรณีที่ขับรถด้วยความเร็วสูงหรือขับรถทางไกลให้เพิ่มความดันลมขึ้น 3-5 ปอนด์/ตร.นิ้ว จากความดันลมปกติ ทั้งนี้เพื่อเป็นลดการบิดตัวของโครงสร้างยาง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ยางเกิดความร้อน
ผลของความดันลมต่อการใช้งานยางรถยนต์ ความดันของลมภายในยางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำหน้าที่ของยางตามปกติแล้วบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์จะกำหนดค่าความดันลมที่ เหมาะสมกับยางรุ่นนั้นๆมาให้ความดันลมที่เหมาะสมจะทำให้ยางมีรูปทรงที่เหมาะสมจะทำให้ยางทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน หากความดันของลมภายในยางมีน้อยเกินไปจะทำให้ยางแบน หน้ายางสัมผัสกับถนนไม่เต็มหน้า ดังรูป (ซ้าย) ซึ่งจะมีผลให้มีการสึกหรอมากบริเวณไหล่ยาง และทำให้การบังคับเลี้ยวรถทำได้ยากขึ้น (พวงมาลัยหนัก) ชั้นผ้าใบหรือเนื้อยางเกิดการหัก ชำรุดเสียหายเร็วกว่าปกติ ประสิทธิภาพในการรีดน้ำและเกาะถนนลดลง และมีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ในทางตรงกันข้าม หากครวามดันยางภายในมากเกินไป จะทำให้แก้มยางสูงและหน้วยางโค้งขึ้น ดอกยางสัมผัสกับผิวของถนนเฉพาะตรงกลางหน้ายาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางมีการสึกหรอมากตรงกลางหน้ายางประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนลดลง(พื้นที่สัมผัสลดลง) รถเกิดการลื่นไถลได้ง่าย มีการสั่นสะเทือนมากขึ้น และอาจเกิดการระเบิดของยางได้
ความดันลมยางรถยนต์ที่เหมาะสม ความดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับยางรถยนต์นั่งโดยทั่วไป จะอยู่ที่ประมาณ 28-36 ปอนด์/ตร.นิ้ว ส่วนรถกระบะจะอยู่ที่ประมาณ 30-45 ปอนด์/ตร.นิ้ว (ไม่มีการบรรทุก) และประมาณ 35-65 ปอนด์/ตร.นิ้ว (เมื่อมีการบรรทุก)แต่ละยี่ห้อ มีน้ำหนักต่างกัน หรือใช้ยางที่มีขนาดต่างกัน กรณีที่ขับรถด้วยความเร็วสูงหรือขับรถทางไกลให้เพิ่มความดันลมขึ้น 3-5 ปอนด์/ตร.นิ้ว จากความดันลมปกติ ทั้งนี้เพื่อเป็นลดการบิดตัวของโครงสร้างยาง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ยางเกิดความร้อน
การสลับยางรถยนต์
การสลับยางรถยนต์ สลับยาง และสลับยางอย่างไร
จากการที่รถวิ่งอยู่บนถนนที่ออกแบบให้มีความลาดเอียงด้านข้างเพื่อการระบายน้ำออกจากถนน รวมถึงลักษณะการขับเคลื่อนของรถ และยางรถยนต์ที่มีการรับน้ำหนักรถไม่เท่ากัน ส่งผลให้ยางมีการสึกหรอด้านในด้านหนึ่งมากกว่าและไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้าจะมีการสึกหรอของยางล้อหน้ามากกว่ายางล้อหลัง
เนื่องจากล้อหน้าเป็นล้อที่ใช้ขับเคลื่อนรับน้ำหนักมากกว่าล้อหน้า ดังนั้นเมื่อใช้รถยนต์ไปได้สักระยะหนึ่ง ประมาณ 10,000 กม.หรือน้อยกว่าควรทำการสลับยางรถยนต์ระหว่างล้อหน้าและล้อหลังเพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกหรอเท่าๆกัน การสลับยางชนิดที่กำหนดทิศทางการหมุน ยางรถยนต์บางรุ่นจะมีการกำหนดทิศทางการหมุนเอาไว้ให้หมุนได้ทิศทางเดียว การสลับยางจะสามารถสลับได้เฉพาะล้อหน้าและล้อหลังในด้านเดียวเท่านั้น
เนื่องจากล้อหน้าเป็นล้อที่ใช้ขับเคลื่อนรับน้ำหนักมากกว่าล้อหน้า ดังนั้นเมื่อใช้รถยนต์ไปได้สักระยะหนึ่ง ประมาณ 10,000 กม.หรือน้อยกว่าควรทำการสลับยางรถยนต์ระหว่างล้อหน้าและล้อหลังเพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกหรอเท่าๆกัน การสลับยางชนิดที่กำหนดทิศทางการหมุน ยางรถยนต์บางรุ่นจะมีการกำหนดทิศทางการหมุนเอาไว้ให้หมุนได้ทิศทางเดียว การสลับยางจะสามารถสลับได้เฉพาะล้อหน้าและล้อหลังในด้านเดียวเท่านั้น
ยางรถยนต์
ยางรถยนต์ ความรู้เรื่องยาง ยางเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ใช้สำหรับทำหน้าที่รองรับน้ำหนักรถ และใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ ให้เคลื่อนที่ไปได้ความนิ่มนวลและมีความปลอดภัย ยางรถยนต์ที่มีขายในท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกันหลายรุ่น หลายรูปแบบ หลายยี่ห้อ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถ โดยปกติรถยนต์ที่ผลิตออกมาจำหน่าย จะใส่ยางที่มีขนาดและคุณสมบัติเหมาะสมการใช้งานมาให้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานมาให้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้รถสามารถเปลี่ยนไปใช้รุ่นยางอื่นๆที่แตกต่างไปจากที่ใส่มากับรถได้ แต่ผู้ใช้รถจะต้องทราบรายละเอียดต่างๆของยางให้ดีเสียก่อน จึงค่อยเปลี่ยนยางเป็นแบบอื่นมิฉะนั้นอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น หรือเกิดความเสียหายตามมา เช่น มาตรวัดความเร็ว แสดงผลคลาดเคลื่อนจากความจริง รถสั่นสะเทือนมากขึ้น ชิ้นส่วนในระบบรองรับชำรุดเสียหายเร็วกว่าปกติ หรือยางแตกเนื่องจากรับน้ำหนักไม่ได้
ชนิดของยางรถยนต์ ยางที่ใช้ในรถยนต์โดยทั่วไป หากแบ่งตามลักษณะของการเก็บลมจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ แบบที่มียางใน (tube trie)และแบบไม่มีอย่างใน (tubeless trie)ลักษณะยางรถยนต์แบบมียางใน ยางก็จะพองตัวขึ้นดันยางนอกแนบสนิทกับขอบกระทะล้อ สำหรับยางรถยนต์แบบไม่มียางใน ขอบของยางนอกจะแนบสนิทกับขอบกระทะล้อทำให้ลมไม่สามารถรั่วออกมาภายนอกได้ ยางรถยนต์แบบมียางในมักจะใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ ส่วนยางรถยนต์แบบไม่มียางในจะใข้รถนั่งส่วนบุคคลและรถกระบะที่รับภาระในการบรรทุกไม่มากนัก
โครงสร้างและส่วนประกอบของยางรถยนต์ ยางรถยนต์ทำมาจากยางธรรมชาติผสมกับยางสังเคราะห์ ผงคาร์บอน น้ำมัน สารเคมี และอื่นๆ เสริมความแข็งแรงด้วยชั้นของผ้าใบที่ทำมาจากเส้นด้ายไนลอน หรือโพลีเอสเตอร์ และเส้นลวดเหล็ก โครงสร้างของยางประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ คือ หน้ายาง ไหล่ยาง แก้มยาง และขอบยาง ดังรูป หน้ายาง เป็นส่วนที่สัมผัสกับถนน เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน หรือยึดเกาะถนน หน้ายางของรถยนต์ทั่วไปจะทำเป็นดอกยางและร่องยางเอาไว้เพื่อใช้ในการรีดน้ำออกจากผิวถนนและผลักดันกับผิวถนน ยกเว้นยางรถแข่งที่เป็นทางเรียบและแห้ง หน้ายางจะไม่มีดอกยาง
ไหล่ยางรถยนต์ เป็นส่วนต่อระหว่างหน้ายางกับแก้มยาง ไหล่ยางจะช่วยในการระบายความร้อนออกจากหน้ายางและแก้มยาง แก้มยาง เป็นส่วนที่เป็นชั้นผ้าใบหุ้มด้วยยางและมีลมดันจากภายในเพื่อให้ยางรักษารูปร่าง แก้มยางเป็นส่วนที่มีการรับแรงกดจากน้ำหนักรถและเพื่อรักษารุปร่าง แก้มยางเป็นส่วนที่มีการับแรงกดจากน้ำหนักรถและแรงดันด้านข้างจากการเลี้ยวรถ นอกจากนี้แก้มยางยังเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น และเกิดความนุ่มนวลในการขับขี่
ขอบยางรถยนต์ เป็นสว่นที่รัดกับขอบของกระทะล้อให้ยางและล้อกระทะล้อยึดติดเป็นชิ้นส่วนเดียวกัน และป้องกันการรั่วของลมออกจากยาง (กรณียางที่ไม่มียางใน) โครงสร้างของยางเมื่อแยกตามลักษณะของการจัดวางเส้นใยของชั้นผ้าใบ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ แบบไดอะโกนัลไบแอส (diagonal bias) แบบเบลต์ไบแอส (belted bias) และแบบเรเดียล (radail)
ยางแบบเรเดียล เป็นยางที่ทำให้รถยนต์มีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่าการใช้ยางแบบอื่น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ยางแบบเรเดียลมีแรงต้านการหมุนน้อยกว่าทำให้ใช้กำลังในการขับเคลื่อนน้อยลง นอกจากนี้ยางแบบเรเดียลยังมีการสึกหรอช้ากว่า เกิดความร้อนน้อยกว่า หน้ายางไม่มีการบิดตัวเมื่อสัมผัสกับถนน ดังนั้นจึงเป้นที่นิยมใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หรือรถยนต์ที่รับภาระน้อยๆ เช่น รถเก๋ง หรือรถกระบะ โครงสร้างของยางแบบไดอะโกนัลไบแอส (diagonal bias)การวางผ้าใบแต่ละชั้นจะถูกวางจากขอบยางด้านหนึ่งไปยังขอบยางอีกด้านหนึ่ง โดยให้แนวของเส้นใยชั้นผ้าใบในแต่ละชั้นเอียงเป็นแนวทะแยงมุมกัน
ชนิดของยางรถยนต์ ยางที่ใช้ในรถยนต์โดยทั่วไป หากแบ่งตามลักษณะของการเก็บลมจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ แบบที่มียางใน (tube trie)และแบบไม่มีอย่างใน (tubeless trie)ลักษณะยางรถยนต์แบบมียางใน ยางก็จะพองตัวขึ้นดันยางนอกแนบสนิทกับขอบกระทะล้อ สำหรับยางรถยนต์แบบไม่มียางใน ขอบของยางนอกจะแนบสนิทกับขอบกระทะล้อทำให้ลมไม่สามารถรั่วออกมาภายนอกได้ ยางรถยนต์แบบมียางในมักจะใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ ส่วนยางรถยนต์แบบไม่มียางในจะใข้รถนั่งส่วนบุคคลและรถกระบะที่รับภาระในการบรรทุกไม่มากนัก
โครงสร้างและส่วนประกอบของยางรถยนต์ ยางรถยนต์ทำมาจากยางธรรมชาติผสมกับยางสังเคราะห์ ผงคาร์บอน น้ำมัน สารเคมี และอื่นๆ เสริมความแข็งแรงด้วยชั้นของผ้าใบที่ทำมาจากเส้นด้ายไนลอน หรือโพลีเอสเตอร์ และเส้นลวดเหล็ก โครงสร้างของยางประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ คือ หน้ายาง ไหล่ยาง แก้มยาง และขอบยาง ดังรูป หน้ายาง เป็นส่วนที่สัมผัสกับถนน เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน หรือยึดเกาะถนน หน้ายางของรถยนต์ทั่วไปจะทำเป็นดอกยางและร่องยางเอาไว้เพื่อใช้ในการรีดน้ำออกจากผิวถนนและผลักดันกับผิวถนน ยกเว้นยางรถแข่งที่เป็นทางเรียบและแห้ง หน้ายางจะไม่มีดอกยาง
ไหล่ยางรถยนต์ เป็นส่วนต่อระหว่างหน้ายางกับแก้มยาง ไหล่ยางจะช่วยในการระบายความร้อนออกจากหน้ายางและแก้มยาง แก้มยาง เป็นส่วนที่เป็นชั้นผ้าใบหุ้มด้วยยางและมีลมดันจากภายในเพื่อให้ยางรักษารูปร่าง แก้มยางเป็นส่วนที่มีการรับแรงกดจากน้ำหนักรถและเพื่อรักษารุปร่าง แก้มยางเป็นส่วนที่มีการับแรงกดจากน้ำหนักรถและแรงดันด้านข้างจากการเลี้ยวรถ นอกจากนี้แก้มยางยังเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่น และเกิดความนุ่มนวลในการขับขี่
ขอบยางรถยนต์ เป็นสว่นที่รัดกับขอบของกระทะล้อให้ยางและล้อกระทะล้อยึดติดเป็นชิ้นส่วนเดียวกัน และป้องกันการรั่วของลมออกจากยาง (กรณียางที่ไม่มียางใน) โครงสร้างของยางเมื่อแยกตามลักษณะของการจัดวางเส้นใยของชั้นผ้าใบ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ แบบไดอะโกนัลไบแอส (diagonal bias) แบบเบลต์ไบแอส (belted bias) และแบบเรเดียล (radail)
ยางแบบเรเดียล เป็นยางที่ทำให้รถยนต์มีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่าการใช้ยางแบบอื่น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ยางแบบเรเดียลมีแรงต้านการหมุนน้อยกว่าทำให้ใช้กำลังในการขับเคลื่อนน้อยลง นอกจากนี้ยางแบบเรเดียลยังมีการสึกหรอช้ากว่า เกิดความร้อนน้อยกว่า หน้ายางไม่มีการบิดตัวเมื่อสัมผัสกับถนน ดังนั้นจึงเป้นที่นิยมใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หรือรถยนต์ที่รับภาระน้อยๆ เช่น รถเก๋ง หรือรถกระบะ โครงสร้างของยางแบบไดอะโกนัลไบแอส (diagonal bias)การวางผ้าใบแต่ละชั้นจะถูกวางจากขอบยางด้านหนึ่งไปยังขอบยางอีกด้านหนึ่ง โดยให้แนวของเส้นใยชั้นผ้าใบในแต่ละชั้นเอียงเป็นแนวทะแยงมุมกัน
การสลับยางเรเดียล
การสลับยางรถยนต์เรเดียล มี 2 แบบ คือ
- การสลับยางเรเดียลแบบ 4 ล้อ การสลับยางเรเดียลนั้นง่ายกว่าการสลับยางธรรมดา เพราะสลับแบบล้อด้านมัน คือนำล้อหลังขวาใส่แทนล้อหน้าขวา และนำล้อซ้ายเใส่แทนล้อหน้าซ้าย ในทางกลับกันให้ถอดล้อหน้าขวาใส่ล้อหลังขวา และถอดล้อหน้าซ้าย ใส่ล้อหลังซ้ายเท่านั้นเอง แต่ที่สำคัญ ห้ามสลับซ้าย – ขวา แบบการสลับยางธรรมดาโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถส่ายไปมาขณะขับรถ จนเกิดอันตรายได้
- การสลับยางเรเดียลแบบ 5 ล้อ เป็นการนำยางอะไหล่มาสลับด้วย ยางหน้าและหลังซ้ายสลับแบบเดียวกับการสลับยางเรเดียล แบบ 4 ล้อ แต่ยางด้านหลังขวาให้นำยางอะไหล่ออกมาเปลี่ยนด้วยคือ นำล้อหน้ามาเป็นยางอะไหล่ นำยางอะไหล่ใส่ล้อหลัง และนำยางล้อหลังไปใส่แทนล้อหน้าเท่านี้ก็เรียบร้อย
การสลับยางธรรมดา
การสลับยางรถยนต์ธรรมดามี 2 แบบ คือ
- การสลับยางธรรมดาแบบ 4 ล้อ วิธีนี้ไม่นำยางอะไหล่ออกมาเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนยางล้อหลังทั้ง 2 ล้อ ออกไปใส่แทนล้อหน้า โดยนำยางล้อหลังขวาไปใส่แทนยางล้อหน้าขวา และนำยางล้อหลังซ้ายไปใส่แทนยางล้อหน้าซ้ายสำหรับยางล้อหน้าขวาให้นำไปใส่แทนยางล้อหลังซ้าย ส่วนยางล้อหน้าซ้ายให้นำไปใส่แทนยางล้อหลังขวา
- การสลับยางธรรมดาแบบ 5 ล้อ วิธีนี้เป็นการนำยางอะไหล่มาสลับด้วยเท่านั้นเอง คือถอดล้อทั้ง 4 ออก นำล้อหลังทั้ง 2 ล้อ ไปใส่เหมือนเดิม ซ้ายใส่ซ้าย ขวาใส่ขวา จากนั้นนำยางอะไหล่ออกมาใส่แทนล้อหลังขวา และนำยางล้อหน้าขวามาใส่แทนล้อหลังซ้าย ส่วนล้อที่เหลือคือหน้าซ้ายให้นำมาเก็บเป็นยางอะไหล่แทน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)